Get Adobe Flash player

สี่ทศวรรษบ้านแสงธรรม ...

ประวัติย่อสามเณราลัยแสงธรรม

เรียบเรียงโดย .. บร.พรชัย สิงห์สา [1]

บทนำ ..

            “แสงธรรม” สถาบันฝึกอบรมบุคลากรของพระศาสนจักรในประเทศไทย ซึ่งเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมบุคคลเพื่อเป็นพระสงฆ์ นักบวช ผู้นำคริสตชน ครูสอนคริสตศาสนธรรม และฆราวาสคาทอลิก .. แสงธรรม จึงเปรียบประดุจเรือนเพาะชำยิ่งใหญ่ เพื่อช่วยให้พระศาสนจักรประเทศไทยให้เติบโต เข้มแข็ง จากวันแรกเริ่มต้น(ปี ค.ศ. 1972) จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 40 ปี (ณ ปี ค.ศ.2012) ...“แสงธรรม” ยังทำหน้าที่ของตนชัดเจนและต่อเนื่อง ที่จะผลิตบุคลากรของพระศาสนจักร เปรียบประดุจแสงเทียนที่ส่องสว่างสังคมไทย .. เมื่อมองย้อนหลังเราจึงพบเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

ดังนั้นในการเรียบเรียงข้อมูลความเป็นมาของสามเณราลัยแสงธรรมในครั้งนี้จึงเขียนเรื่องราวแบ่งออกเป็น เรื่องราวก่อนทศวรรษแรก และ4 ทศวรรษบ้านแสงธรรม

 

ก่อนทศวรรษแรกบ้านแสงธรรม (ก่อนปี ค.ศ.1972)

            สถาบันแสงธรรม ซึ่งก็คือสามเณราลัยใหญ่แสงธรรม และวิทยาลัยแสงธรรม ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่ได้แยกออกจากกัน หรือบางทีอาจเรียกว่า บ้านเณรใหญ่แสงธรรม, บ้านเณรใหญ่ “ลุกซ์มุนดี” และบางครั้งก็เรียกว่าสามเณรวิทยาลัยแสงธรรม ซึ่งเป็นองค์กรคาทอลิกสำหรับเตรียมบุคลากรในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระคริสตเจ้า ... โครงการริเริ่มในการสร้างสถาบันแสงธรรมมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ซึ่งเราพบได้จากรายงานประจำปีของพระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ที่เขียนเอกสารเหล่านั้นส่งกลับไปยังศูนย์กลางคณะที่ประเทศฝรั่งเศส

 

            “ในช่วงรายงานปีเดียวกันนี้ สภาพระสังฆราชมอบหมายให้ พระคุณเจ้า เกี้ยน เสมอพิทักษ์ อัครสังฆราชแห่งท่าแร่ เตรียมการที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อสร้างบ้านเณรใหญ่ในประเทศไทย โครงการนี้กำลังดำเนินงาน ในที่ดินผืนหนึ่งที่ได้จัดไว้แล้ว เวลานี้ยังไม่ทราบว่า ใครจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในบรรดาคณาจารย์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเณรใหญ่กว่า 60 คน ที่ปีนัง”[2]

 

          และนี่เป็นเรื่องราวแรกเริ่ม ที่ริเริ่มก่อตั้งสามเณราลัยใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมนั้นประเทศไทยต้องส่งสามเณรใหญ่ไปศึกษาต่อที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี หรือ ที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับผู้ที่จะเป็นศาสนบริกรรับใช้พระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศของตน และนอกจากนี้ยังเป็นการตอบสนองเจตนารมณ์ของสภาพระสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่ต้องการให้แต่ละสังฆมณฑลหรือ ทุกสังฆมณฑลร่วมมือกันตั้งบ้านเณรเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และวัฒนธรรมของแต่ละชาติแต่ละท้องถิ่น[3]

            ที่สุดการก่อสร้างบ้านเณรใหญ่ประจำประเทศไทยก็เริ่มต้นขึ้น สอดคล้องกับรายงานประจำปีฯ ปี ค.ศ.1970 กล่าวถึงเรื่องราวของความยุ่งยากในการขอวีซ่า เพื่อเข้าประเทศมาเลเซีย ซึ่งสามเณรใหญ่จากประเทศไทยต้องดำเนินการ ประกอบกับเหตุผลจากการตอบสนองเจตนารมณ์ของสภาพระสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่กล่าวไว้ข้างต้น ในที่สุดสภาพระสังฆราชฯ จึงมีมติให้เปิดบ้านเณรใหญ่ ซึ่งจะเริ่มงานก่อสร้างในปี ค.ศ.1972และเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน จะรับสามเณรใหญ่กลุ่มแรกเพื่อรับการอบรมในบ้านเณรใหญ่แห่งนี้ ส่วนบรรดาสามเณรที่ขณะนั้นยังเรียนที่บ้านเณรใหญ่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ก็ยังคงให้เรียนที่เดิมต่อไป ปัญหาที่พบและสำคัญในการเปิดบ้านเณรใหญ่ก็คือ การสรรหาบุคลากร และอาจารย์สำหรับมาสอนที่บ้านเณร ซึ่งบรรดาพระสังฆราชเองก็ตระหนักดี จึงได้ส่งพระสงฆ์ 2 องค์ไปที่บ้านเณรปีนัง[4]หนึ่งในบุคคลที่ถูกส่งไปนั่นก็คือ คุณพ่อบรรจง อารีพรรค

            สอดคล้องกับเอกสารการประชุมจัดตั้งสามเณราลัยใหญ่ครั้งที่ 1 ณ บ้านพักพระสงฆ์ วัดอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1970 ซึ่งมีบันทึกรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ทำให้เรามองเห็นถึงความร่วมมือของพระศาสนจักรท้องถิ่น ตั้งแต่สภาพระสังฆราชฯ พระสงฆ์แต่ละสังฆมณฑล พระสงฆ์คณะนักบวช และจากฆราวาส ซึ่งมีบันทึกผู้เข้าร่วมประชุมดังนี้

 

พระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นผู้แทนสภาพระสังฆราชฯ และ ประธานการประชุม มีผู้แทนจากอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ คือ มงซินญอร์วิลเลี่ยม ตัน และคุณพ่อบัณฑิต ปรีชาวุฒิ ผู้แทนจากคณะซาเลเซียนและสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี คือ คุณพ่อโกลอมมินี จากคณะเรแดมตอริสต์ (คณะพระมหาไถ่) คือคุณพ่อเคน ผู้แทนจากคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส คือ คุณพ่อเลออง ผู้แทนจากคณะเยสุอิต คือคุณพ่อแลส์เช็นสกี้ ผู้แทนจากสังฆมณฑลจันทบุรี คือ คุณพ่อบุญชู ระงับพิษ ผู้แทนจากสังฆมณฑลอุบลราชธานี คือคุณพ่อสมชาย สลับเชื้อ ผู้แทนจากสังฆมณฑลอุดรธานี คือคุณพ่อทีล ผู้แทนจากสังฆมณฑลเชียงใหม่ คือ คุณพ่อแซงต์กีลี ผู้แทนจากสังฆมณฑลนครราชสีมา คือ คุณพ่อเบรย์ และผู้แทนจากฆราวาส คือ คุณประเวช วิชชุประภา ในการประชุมครั้งนั้น คุณพ่อสุเมธ ซึ่งเป็นผู้แทนจากสังฆมณฑลราชบุรี ติดภารกิจ และผู้แทนจากสังฆมณฑลนครสวรรค์ ยังไม่ได้เสนอมา”

           

และเมื่อพร้อมแล้ว พระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ ได้นำภาวนาก่อนการประชุม จากนั้นได้กล่าวแถลงการณ์ย่อ ๆ ถึงความก้าวหน้าในการจัดตั้งสามเณราลัยใหญ่ว่า .. ได้รับคำแนะนำจากอธิบดีกรมศาสนาว่าควรตั้งเป็นวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างประเทศด้วย และถ้าเป็นวิทยาลัย ควรให้ชื่อว่า “วิทยาลัยคริสตศาสตร์”พระคุณเจ้าเกี้ยน ยังกล่าวถึงเรื่องเร่งด่วน ซึ่งทางบ้านเณรปีนังก็เร่งมา และทางเราได้ตอบเขาไปว่าจะพยายามเปิดให้ทัน ปี ค.ศ.1972ส่วนสามเณรที่กำลังศึกษาอยู่ที่ปีนังก็ให้เรียนต่อไป

            ในวันที่มีการประชุมครั้งแรกนั้น มีการกล่าวถึงสถานที่ตั้งคือที่ดินที่อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เอื้อเฟื้อให้ อันเป็นสถานที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งมีเนื้อที่ 60 ไร่ บริเวณกิโลเมตรที่ 29 ถนนเพชรเกษม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก จากเอกสารยังระบุอีกว่า

“ในอีกไม่กี่ปีคงกลายเป็นเมืองไปแล้ว ทางด้านการคมนาคม รัฐบาลก็มีแผนการตัดเส้นทางไปมาอีกสองสาย คงสะดวกสำหรับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ หรือ นครปฐม ที่จะมาช่วยสอน”

... นอกจากนั้นยังเพิ่มเติมอีกว่า “ปัญหาที่สมาชิกบางท่านอยากได้ที่ในกรุงเทพฯ จึงเป็นอันว่าพับไป” (.. ในที่ประชุมอาจมีการเสนอสถานที่ที่เหมาะสมอาจเป็นใจกลางกรุงเทพฯ)

            สำหรับเรื่องหลักสูตร ที่มีการพูดคุยกันครั้งแรกในที่ประชุมนั้น ที่ประชุมเสนอให้มีการสอนปรัชญาทั้งตะวันออกและตะวันตก วิชาที่จำเป็นสำหรับชีวิตพระสงฆ์ และยังเพิ่มเติมในเรื่องข้อเสนอเรื่องหลักสูตรว่า “ .. และวิชาทางฝ่ายคดีโลกซึ่งอาจช่วยพระสงฆ์ทำงานเป็นประโยชน์แก่พระศาสนจักรและสังคมมากที่สุด”

            ในเรื่องของนักศึกษา คือตั้งใจเปิดแผนกประจำ ซึ่งสำหรับสามเณรของสังฆมณฑล และแผนกไปกลับได้แก่ ผู้ที่สนใจทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าชาย หรือหญิง แม้กระทั่งศาสนาอื่นด้วย

            สำหรับเรื่องค่าเล่าเรียน ... จะให้คณะอนุกรรมการฝ่ายการเงินพิจารณา

            ในเรื่องของการเตรียมอาจารย์ ... อาจารย์ที่เตรียมไว้มี 1.คุณพ่อบรรจง อารีพรรค เวลานั้นสอนที่ปีนัง คงจะนำหลักการของปีนังมาใช้ด้วย .... 2.คุณพ่อเอก ทับปิง จะไปเรียนเทวศาสตร์ กับพระพุทธศาสนา 3.พระสงฆ์อีกองค์หนึ่ง จะเรียนปรัชญาตะวันออก และตะวันตกที่ปูนา อินเดีย 4.พระสงฆ์และบุคคลอื่น ๆ ที่สันทัดอาจถูกเชิญมาช่วยด้วย

            ที่ประชุมมีข้อเสนอเรื่องการดำเนินชีวิตกลุ่มของสามเณร ซึ่งบางท่านอยากให้สร้างเป็นตึกเล็ก ๆ หลายหลัง สามเณรจะแยกกันอยู่เป็นกลุ่ม ทุกกลุ่มมีอาจารย์ (ผู้ให้การอบรม) คนหนึ่งอยู่ด้วย จะได้ช่วยให้รู้จักชีวิต สังคม และส่งเสริมความสามัคคีมากขึ้น แต่เรื่องนี้จะได้พิจารณาดูความเหมาะสมกันต่อไป อย่างไรก็ตามยังจะถือหลักที่ว่า สามเณรแต่ละคนควรมีห้องของตนคนละห้อง

            ในการประชุมครั้งนั้นมีการพิจารณาเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

1.คณะกรรมการที่ปรึกษา(Board of Councilors)ได้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมและผู้แทนสังฆมณฑลต่าง ๆ พร้อมด้วยสภาพระสังฆราชฯ

2.อนุกรรมการการศึกษาและอบรม (Formation and Curriculum)มี ฯพณฯ เกี้ยน เสมอพิทักษ์ เป็นประธาน คุณพ่อแลสเช็นสกี้, คุณพ่อบรรจง, คุณพ่อทัศไนย์, คุณพ่อเลออง, คุณพ่อยัง จักแมง, คุณพ่อสมชายและคุณพ่อสมศักดิ์ .. ทั้งนี้อาจเพิ่มเติมภายหลัง

3.อนุกรรมการฝ่ายการเงิน (Finance) มีมงชินญอร์วิลเลี่ยม เป็นประธาน คุณพ่อฮั่วเซี้ยง(พระคุณเจ้ามีชัย) คุณพ่อบัณฑิต, คุณพ่อทีล, คุณพ่อเบรย์, คุณพ่อเคน, คุณพ่อแซงต์กีลี, คุณพ่อสุเมธ, คุณพ่อพิจิตร(จันทบุรี), คุณประเวช วิชชุประภา, คุณประกิจ และ คุณสุนันท์ .. อาจจะเพิ่มเติมตามความจำเป็น

4.อนุกรรมการฝ่ายก่อสร้าง (Construction) มีคุณพ่อบุญชู เป็นประธาน มงชินญอร์วิลเลี่ยม, คุณพ่อเยลีชี, คุณพ่อฮั่วเซี้ยง, คุณวีระชัย, วงศ์พานิชย์ และคุณปรีชา สุริยมงคล .. อาจเพิ่มเติมอีก แล้วแต่กรณี

            สุดท้าย ในการประชุมครั้งนั้น พระคุณเจ้าได้กล่าวสรุป พร้อมกับขอบคุณทุกท่านในความร่วมมือ คิดว่าคงเป็นนิมิตหมายอันดีแห่งการเริ่มงานนี้ ซึ่งจะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาสู่พระศาสนจักรท้องถิ่นอย่างแน่นอน หลังจากนั้นพระคุณเจ้า ได้สวดปิดการประชุมในเวลา 16.00 น.[5]

นอกจากนั้นยังพบเรื่องราวในการขอใช้อาคารของคณะซาเลเซียน ที่หัวหิน เพื่อเป็นบ้านเณรชั่วคราว จากแถลงการณ์สภาพระสังฆราชฯ เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1972 ในหัวข้อที่ 4“เรื่องสามเณราลัยใหญ่” มีบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับบ้านเณรใหญ่ที่ขอใช้อาคารสามเณราลัยของคณะซาเลเซียน ที่หัวหิน ทางคณะอนุญาตให้ใช้ โดยไม่คิดค่าเช่า แต่ให้ช่วยค่าใช้จ่ายบางอย่างในบ้านเท่านั้น และได้กล่าวขอบคุณคณะซาเลเซียน...

นอกจากนั้นยังกล่าวถึงคุณพ่อดังโตแนล ที่คณะผู้ใหญ่ของคณะมิสซังต่างประเทศฯ อนุมัติให้คุณพ่อมายังประเทศไทย และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์บ้านเณรใหญ่ ที่สุดได้มีบันทึกเพื่อเชิญชวนว่า

 

“วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 1972 บรรดาพระสังฆราชจะไปที่สามเณราลัยที่หัวหิน ทำพิธีเริ่มการศึกษา ในเวลา 11.00 น.”[6]

 

 

ทศวรรษแรก บ้านแสงธรรม (ค.ศ.1972-1982)

สมัยพระสังฆราชยอแซฟ บรรจง อารีพรรค เป็นอธิการ ค.ศ.1972-1975

         

บรรยากาศ เรื่องราวในวันแรกแห่งแสงธรรม มีเรื่องราวที่บันทึกในอุดมสาร ปี ค.ศ.1972ถึงเรื่องราวในวันนั้นว่า

 

วันจันทร์ที่29 พฤษภาคม ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรในประเทศไทยพลิกไปอีกหน้าหนึ่ง ... วันประวัติศาสตร์ที่บรรดาพระสังฆราชพร้อมด้วยพระสมณทูตยอห์น มอเร็ตตี และพระสงฆ์อีก 50 องค์ บรรดานักบวชชาย หญิง และสัตบุรุษ ร่วมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเปิดบ้านเณรลุกซ์มุนดี ที่วัดนักบุญเทเรซา หัวหิน

            และเหล่านี้เป็นเรื่องราวในวันนั้น ... พระอัครสังฆราชยวง นิตโย เทศน์เชิญชวนให้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสถาบันแห่งนี้ ขอพรพระเจ้าสำหรับอาจารย์ และสามเณร สำหรับอาจารย์ขอให้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับศิษย์ ... หน้ากระดาษในอุดมสาร บันทึกบทเทศน์เตือนใจบรรดาสามเณรว่า

“..ส่วนสามเณรจงตั้งหน้าใฝ่หาความศักดิ์สิทธิ์สำหรับตนหากทำผิดพลาดเพราะใจอ่อน ความโง่เขลา และน้ำใจไม่ดี ก็จงวอนขอพระตรีเอกภาพช่วยเหลือ”

 

          ส่วนพระสังฆราชเกี้ยน เสมอพิทักษ์ ผู้รับผิดชอบบ้านเณรใหญ่ ในนามสภาพระสังฆราช กล่าวไว้อย่างชื่นใจว่า

 

“... บ้านเณรนี้อุบัติขึ้นอย่างเงียบ ๆ ทำนองพระกุมารเจ้าที่ทรงบังเกิดที่เบธเลเฮม บ้านเณรตกลงชื่อ “ลุกซ์มุนดี” (แสงธรรม) นับเป็นมงคลนามที่เหมาะมาก ขอสามเณรจงบำเพ็ญตนให้มีใจร้อนรน มีความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะนำความดีครบครันนั้นแผ่ไปยังผู้อื่น”

            นอกจากนั้นยังมีคุณพ่อบุญเลิศ ธาราฉัตรกล่าวในนามของคณะสงฆ์ ที่ยืนยันว่า “บ้านเณรคือหัวใจของพระศาสนจักร”

          และนี่คือวาทะของอธิการองค์แรก คุณพ่อบรรจง อารีพรรค“.. คณะอาจารย์รุ่นแรกทั้งสาม(คณะผู้ให้การอบรม) จะพยายามร่วมมือกับสามเณรในการศึกษาอบรมอย่างเต็มที่ ขอฝากสามเณรไว้กับคณะพระสังฆราช พระสงฆ์ สัตบุรุษ โปรดช่วยกันทุกวิถีทางให้เขาเป็นอย่างที่ต้องการเป็น แต่ที่เขาเป็นนั้นอาจไม่เหมือนกับที่คนอื่นต้องการให้เป็นก็ได้”

            ยังมีบันทึกคณะผู้ให้การอบรมสามท่าน .. คุณพ่อบรรจง อารีพรรค,คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร,คุณพ่อนรินทร์ ศิริวิริยานันท์ และบันทึกรายชื่อของสามเณรใหญ่ รุ่นที่ 1 ของบ้านเณรแสงธรรม ทั้ง 31 คน

            และนี่คือเรื่องราวก่อนหน้านั้น กับเรื่องราวที่เป็นจริง เรื่องการเปิดบ้านเณรใหญ่ที่หัวหิน เป็นการชั่วคราว เพราะที่สามพรานยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ...

            เราเห็นการเดินทางไกลจากวันนั้นถึงวันนี้ เราเห็นเรื่องราวคำสอนของพระสังฆราชในวันนั้น เห็นภาพคำสัญญาของคณะผู้ให้การอบรม ... ยืนยันเรื่องราวเหล่านั้นจนถึงวันนี้ได้อย่างมั่นใจว่า “บ้านเณรใหญ่ หัวใจของพระศาสนจักร” อย่างแท้จริง [7]

และที่สุดการเดินทางจากหัวหินเพื่อไปสู่บ้านอบรมที่แท้จริงที่ถูกเตรียมไว้แล้วก็มาถึง ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1972 มีบันทึกไว้ว่า

 

“ขบวนราชรถของพวกเณร ย้ายสัมภาระกลับสามพราน แต่เกิดขัดข้อง รถติดหล่ม ทำการแก้ไขเสร็จก็เป็นเวลา 18.00 น. จึงทานข้าวที่ตลาด ... 21.00 น. ออกเดินทางจากหัวหิน ถึงสามพราน ตี 1 พอดี”[8]

 

          บรรยากาศช่วงสี่ปีแรก (ค.ศ.1972-1975) บรรยากาศที่ประทับใจของบรรดาสามเณรใหญ่ รุ่นแรก ๆ คือ บรรยากาศแบบครอบครัว เนื่องจากจำนวนสามเณรยังมีไม่มาก ความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพระสงฆ์ผู้ให้การอบรมกับสามเณร และสามเณรด้วยกันมีสูงมาก พระสงฆ์ผู้ให้การอบรมในสมัยแรกคุณพ่อบรรจง อารีพรรคเป็นอธิการ(ต่อมาเป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลนครสวรรค์.. ท่านจากเราไปหาพระบิดาเจ้าเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.2012) คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นรองอธิการ คุณพ่อนรินทร์ ศิริวิริยานันท์ เป็นอาจารย์ประจำ ปีที่สองมี คุณพ่อเอก ทับปิง (ต่อมาเป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลราชบุรี .. ท่านจากเราไปหาพระบิดาเจ้า และมีพิธีปลงศพเมื่อวันที่ 16 ก.พ.1985) คุณพ่อดังโตแนลมาเพิ่ม (ท่านจากเราไปหาพระบิดาเจ้า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.2010) ส่วนคุณพ่อนรินทร์ ได้ย้ายไปทำงานที่อื่น ปีที่สาม คุณพ่อชุมภา คูรัตน์ มาสมทบ และปีที่สี่มีคุณพ่อสำราญ วงศ์เสงี่ยม มาประจำที่บ้านเณร ... ยุคสมัยแรกภายใต้การนำด้วยจิตตารมณ์ความรัก “ที่ใดมีรักที่นั่นมีพระเจ้า” และเน้นให้สามเณรมีความจริงใจ และจริงจังต้องมุ่งมั่นที่จะเป็นพระสงฆ์ ... “ฉันต้องการเป็นพระสงฆ์เพื่อทำงานในพระศาสนจักรของพระเจ้า เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดและพบความสุขแท้จริง” และพยายาม “เป็นพระสงฆ์ เพื่อทุกคน” (เทียบ 1คร 9:19) “เป็นแสงสว่างส่องโลก” (มธ 5:14) การเป็นสามเณรเพื่อเตรียมตัวเองเพื่อเป็นพระสงฆ์ ชีวิตการเป็นสามเณรต้องมีอุดมการณ์และพยายามเดินตามอุดมการณ์นั้นอย่างกล้าหาญโดยไม่ย่อท้อแม้พบอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต

            การอบรมในด้านต่าง ๆ ของบ้านเณรใหญ่ในยุคแรก ๆ

มิติความเป็นมนุษย์ (ความเป็นผู้ใหญ่) บ้านเณรใหญ่สมัยแรกเน้นการให้อิสรภาพ เพื่อช่วยให้สามเณรได้รับผิดชอบตนเอง ระเบียบวินัย ตารางเวลา มีไว้เพื่อฝึกให้รู้จักบังคับตนเอง มีการฝึกฝนการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ฝึกจิตตารมณ์ความรัก การเสียสละ ให้อภัย และรู้จักรับผิดชอบร่วมกัน มีการแบ่งกลุ่มเพื่อรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ในบ้าน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ฝ่ายคือ การศึกษา กีฬา บันเทิง พิธีกรรม และประชาสัมพันธ์ มีเวลาทำงานทั้งเวลาที่กำหนด และเวลาอาสาสมัครเพื่อช่วยกันทำงาน โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ เพราะบ้านเณรสมัยแรก ๆ ประกอบไปด้วยอาคาร 6 หลัง (ตึกพักอาศัย 2 หลัง อาคารเรียน ห้องอาหาร บ้านพักซิสเตอร์ บ้านพักพนักงานครัว) ตั้งอยู่กลางทุ่งนา เกือบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ทั้งพระสงฆ์และสามเณรได้ช่วยกันปลูกต้นไม้รอบ ๆ บ้านเณร .... ชีวิตเณร เป็นการอยู่ร่วมกันที่มีทั้งความจริงจัง สนุกสนาน มีการเล่นกีฬา สังสรรค์ บันเทิง และการพักผ่อนร่วมกัน

            มิติด้านชีวิตฝ่ายจิต ... บ้านเณรให้เวลาและโอกาสสำหรับสามเณรในการพัฒนาชีวิตฝ่ายจิต โดยปฏิบัติศาสนกิจ การรำพึง การภาวนา การร่วมพิธีมิสซา การเข้าเงียบ ทั้งส่วนรวม และในกลุ่มย่อย ... ในช่วงนั้นคุณพ่ออธิการได้ให้ความหมายของชีวิตฝ่ายจิตว่า “เป็นการเสริมสร้างสภาพจิตใจให้ความโน้มเอียงตามธรรมชาติอยู่ในลู่ทางที่จะทำตามการตัดสินใจกระทำทุกอย่างตามแสงสว่างแห่งพระวรสาร และตามแบบอย่างของพระคริสตเจ้า จนเป็นนิสัย หรือคุณธรรม”

            มิติด้านการศึกษา ... บ้านเณรใหญ่ในสามปีแรก ปีหนึ่งปีสามภาคการศึกษา และนักศึกษา 3 ปีแรกเป็นรุ่นบุกเบิกเรียนโดยไม่ได้รับปริญญา บรรดาสามเณรต่างเรียกตนเองว่า “นักศึกษาอุดมการณ์” แต่บรรดาสามเณรยุคนั้นก็ทุ่มเทชีวิตในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมากเพื่อให้มีความรู้เทียบเท่าพระสงฆ์ที่เรียนจบจากบ้านเณรใหญ่ในต่างประเทศ อาจารย์จากภายนอกหลาย ๆ ท่านต่างรู้สึกแปลกใจ และชมเชยในความกระตือรือร้นในการศึกษาเล่าเรียนของสามเณรในยุคแรก ๆ

            มิติด้านงานอภิบาลและแพร่ธรรม ... ระหว่างปีการศึกษาทางบ้านเณรจัดให้สามเณรได้ออกไปฝึกงานอภิบาลตามวัด โดย สามเณรได้ไปช่วยพิธีกรรม สอนคำสอน ทำงานด้านสังคมพัฒนา การเยี่ยมผู้ต้องขัง การเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์นิสิตนักศึกษาคาทอลิก ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ สัมผัสชีวิต รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างชีวิตในมิติการอบรมด้านงานอภิบาลและแพร่ธรรม

 

สมัยคุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นอธิการ ค.ศ.1976-1983

          คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิการบ้านเณร หลังจากที่คุณพ่อบรรจง อารีพรรค ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลนครสวรรค์ จำนวนสามเณรได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ พระสงฆ์ผู้ให้การอบรมมีจำนวน 8 องค์ บรรยากาศของบ้านเณรจึงค่อย ๆเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม มีโครงสร้างระเบียบ และกฏเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การอบรมสามเณรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การอบรมในมิติต่าง

            มิติด้านความเป็นมนุษย์... เนื่องจากสามเณรมีจำนวนมากขึ้น จึงมีการจัดแบ่งสามเณรในแต่ละชั้นปีให้เป็นกลุ่มย่อยเล็ก ๆ เพื่อฝึกเจริญชีวิตหมู่คณะหรือชีวิตกลุ่ม มีหัวหน้ากลุ่มและหัวหน้าชั้นปี รวมตัวกันเป็นคณะกรรมการสามเณร (กกส.) และมีกลุ่มกิจกรรมที่แบ่งเป็นชมรม 7 ชมรม ได้แก่ พิธีกรรม,การศึกษา,ประชาสัมพันธ์,บรรณารักษ์,กีฬา,บันเทิงและอนุรักษ์ธรรมชาติ มีหน่วยงานต่าง ๆ เช่น งานช่างประปา,ไฟฟ้า,ตัดผม,ขับรถ ฯลฯ มีงานพิเศษ เช่นผู้ดูแลด้านอาหารที่เรียกว่า โภชนากร และกลุ่มสหกรณ์ร้านค้า เป็นต้น มีกลุ่มสังฆมณฑล กลุ่มอาสาสมัคร เช่น กลุ่มฝึกภาษาอังกฤษ,ภาษาจีน,ภาษาปกาเกอะญอ ฯลฯ

            มิติด้านชีวิตฝ่ายจิต... คุณพ่อวงศ์สวัสดิ์ แก้วเสนีย์ เป็นคุณพ่อจิตตาธิการผู้ดูแลรับผิดชอบการอบรมด้านชีวิตจิต จึงได้จัดการอบรมอย่างเป็นระบบมากขึ้น

            มิติด้านการศึกษา... วิทยาลัยแสงธรรมได้รับการอนุมัติให้เป็นวิทยาลัยเอกชน เมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1976 และทบวงมหาวิทยาลัยได้รับรองมาตรฐานการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาปรัชญา และหลักสูตรศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาเทววิทยา ... คุณพ่อสมศักดิ์ นามกร เป็นอธิการ และผู้อำนวยการวิทยาลัยแสงธรรมในสองปีแรก ต่อมาคุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ เป็นผู้อำนวยการต่ออีก 4 ปี

            มิติด้านงานอภิบาลและแพร่ธรรม... ทางบ้านเณรจัดให้สามเณรได้ฝึกงานอภิบาลตามวัดในชั้นปีที่ 5-6จะมีโอกาสไปฝึกงานอภิบาลตามวัด ในเขตอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งงานอภิบาลส่วนใหญ่ที่สามเณรทำก็คืองานด้านพิธีกรรม สอนคำสอน การขับร้อง ฯลฯ เป้าหมายของการทำงานอภิบาลก็เพื่อให้สามเณรได้สัมผัส รับรู้สภาพงานจริง เรียนรู้การอยู่กับพระสงฆ์ และสัตบุรุษ เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้อภิบาล สามเณรสมัยนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องการจัดอบรม การสัมมนา สามเณรมีความสามารถรอบตัว เป็นที่ประทับใจบรรดาเด็ก ๆ และเยาวชน ... สมัยนั้นยังมีความเป็นเลิศในด้านดนตรี และการประพันธ์บทเพลง มีการส่งสามเณรไปเรียนดนตรีกับอาจารย์ข้างนอก ทำให้มีผลงานเพลงใหม่ ๆ มากขึ้น จนถึงขนาดที่ว่าทุกวันพุธที่มีการซ้อมร้องเพลง มักจะมีการนำเสนอผลงานการประพันธ์บทเพลงใหม่ ๆ เสมอ

         

ทศวรรษที่สอง บ้านแสงธรรม (ค.ศ.1983-1992)

สมัยพระสังฆราชยอห์น บอสโก มนัส จวบสมัย เป็นอธิการ ค.ศ.1984-1987

สมัยคุณพ่อวงศ์สวัสดิ์ แก้วเสนีย์ เป็นอธิการ ค.ศ.1988-1991

          การอบรมศึกษาเพื่อเป็นพระสงฆ์ในยุคต่อมาก็ยังคงรูปแบบและวิธีการของสมัยแรกไว้ มีสองสิ่งที่สำคัญคือการศึกษา และการอบรม ... เรื่องราวการอบรมตั้งแต่ยุคแรกยังได้รับการสืบสานอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคงเป็นเรื่องของการจัดระเบียบต่าง ๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้น เพราะจำนวนสมาชิกของบ้านมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นจำนวนนักศึกษาที่เป็นสามเณรคณะนักบวชก็มีจำนวนมากขึ้นไปด้วย

            เราพอทราบแนวคิดเกี่ยวกับการอบรมอยู่บ้างในสมัยที่คุณพ่อวงศ์สวัสดิ์ แก้วเสนีย์ ได้รับตำแหน่งอธิการสถาบัน จากการสัมภาษณ์ในอุดมสาร ค.ศ.1986 เกี่ยวกับจำนวนศิษย์เก่าที่บวชเป็นพระสงฆ์ซึ่งตอนนั้นมีจำนวน 125 องค์แล้ว และที่ยังเป็นสามเณรประมาณ 150 คน เกี่ยวกับการอบรมศึกษาในบ้านเณร คุณพ่อมีทัศนะว่า

 

“เกี่ยวกับการศึกษาในฐานะที่เขาเป็นนักศึกษา ก็มีวิชาการต่าง ๆ ที่เขาต้องศึกษาตามหลักสูตรของวิทยาลัย เขาเองก็มีโอกาสในการสัมผัสกับอาจารย์ต่าง ๆ หลายคน หลายสถาบัน ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อนก็มีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่าง ๆ เรียกว่าไปฝึกงานภาคสนาม (ถ้าเป็นวิทยาลัยครูก็จะเรียกว่าฝึกสอน) มีโอกาสบ่อยครั้งตั้งแต่ ปี 1-7 และในปีสุดท้ายปี 6-7 เขายิ่งมีโอกาสใกล้ชิดในวันเสาร์อาทิตย์ตลอดปี หรือไปศึกษาดูงานหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาสนใจ แนะนำมา เช่น งานสังคมสงเคราะห์ พัฒนา งานด้านสื่อมวลชน ฯลฯ เรียกได้ว่า ได้สัมผัสงานจริง ควบคู่กันไปด้วยอย่างเต็มที่”[9]

 

ทศวรรษที่สาม บ้านแสงธรรม(ค.ศ.1993-2002)

สมัยพระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช เป็นอธิการ ค.ศ.1992-1999

          บรรยากาศการอบรมสามเณรในยุคทศวรรษที่สาม ให้การอบรมแบบผู้ใหญ่ เน้นให้สามเณรมีความสำนึกถึงบทบาทของตนเอง ความสำนึกในความรับผิดชอบ มีความกระตือรือร้น ความคิดสร้างสรรค์ บรรยากาศแบบครอบครัว แบบพี่น้อง ส่งเสริมเสรีภาพความไว้วางใจต่อกัน สร้างบรรยากาศแบบเป็นธรรมชาติที่สุด เพื่อจะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาตนเองของสามเณร

            นอกจากเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการอบรมแล้ว วิธีการอบรมก็นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้สามเณรได้พัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายของการเป็นนายชุมพาบาลที่ดี 3 ด้าน

          1.การอบรมตนเอง (SelfFormation) เป็นสามเณรเองที่ต้องอบรมตนเองเป็นอันดับแรก ซึ่งต้องมีความสำนึกในหน้าที่การเป็นสามเณรของตน โดยร่วมมือกับพระหรรษทานของพระเจ้า ในการพัฒนาตนเองให้มีความสมบูรณ์ มีวุฒิภาวะ มีความก้าวหน้าทางด้านสติปัญญา การมีหัวใจเป็นผู้อภิบาล พร้อมทั้งมีชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้น ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระวาจา และการมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าในชีวิตประจำวัน

            2.การอบรมโดยหมู่คณะ (Community) เป็นการพัฒนาตนเองโดยการช่วยเหลือกันและกันในกลุ่ม เป็นการอบรมกันและกันช่วยเหลือเกื้อกูลในการก้าวไปสู่วุฒิภาวะ ในการอบรมโดยอาศัยกลุ่มนี้แต่ละคนจะมีบทบาทสองบทบาท คือ บทบาทในการรับผิดชอบต่อการอบรมตนเอง และบทบาทในการรับผิดชอบต่อการอบรมกันและกัน และโดยอาศัยความเป็นพี่เป็นน้อง และความเป็นเพื่อนในบรรยากาศครอบครัว อย่างไรก็ตามการอบรมโดยอาศัยหมู่คณะนี้ มิใช่เป็นการอบรมแบบที่ว่า “หมู่มากลากไป”

            3.การอบรมโดยการหล่อเลี้ยง (Animation) เป็นการอบรมที่ผู้ให้การอบรม เป็นเพื่อนร่วมทาง เป็นผู้คอยชี้นำ แนะแนวทาง โดยอาศับแบบอย่างที่ดี ความรักแบบพ่อลูก ในบรรยากาศแบบครอบครัว การยอมรับกันและกัน จะทำให้สามเณรสามารถพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

            เพื่อเป็นนายชุมพาบาลที่ดี ยุคนี้จึงแบ่งการอบรมออกเป็น 6 ด้าน

          1.ด้านความเป็นมนุษยที่สมบูรณ์ (Human) คือการพัฒนาให้สามเณรเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุวุฒิภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เป็นการอบรมสามเณรให้เป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ เสียสละ มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส เบิกบาน มีอารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่ายต่อเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งการรู้จักสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

            2.การอบรมด้านสติปัญญา (Intellectual)เป็นการพัฒนาสามเณรในการใช้สติปัญญา รู้จักการใช้เหตุผล รู้จักแยกแยะวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ อย่างมีหลักเกณฑ์และถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง การอบรมด้านสติปัญญามีสองระดับ ได้แก่ระดับความรู้ความเข้าใจ การใช้เหตุผลทั่วไป และความรู้ที่มาจากประสบการณ์ความเชื่อนอกจากนี้ยังเรียนรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของตนเองที่ไม่ใช่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตจริง

            3.การอบรมด้านชีวิตจิต (Spiritual) เป็นการพัฒนาด้านความเชื่อของสามเณรให้มั่นคง เข้มแข็ง โดยการเจริญชีวิตตามคุณค่าแห่งพระวรสาร ที่แสดงออกมาในรูปของพิธีกรรม การสวดภาวนา รำพึง พิจารณามโนธรรม และกิจศรัทธาอื่น ๆ พร้อมกันนี้สามเณรยังสามารถเจริญชีวิตตามคุณค่าแห่งพระวรสารในการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่นอกเหนือจากพิธีกรรมและกิจศรัทธาอื่น ๆ เช่น ในการทำงาน การเรียน การเล่น ... ก็เป็นการสัมผัสกับรหัสธรรมปัสกา

            4.การอบรมด้านชีวิตกลุ่ม (Communial) ในฐานะที่สามเณรเป็นผู้ที่จะสร้าง และเป็นผู้นำกลุ่มคริสตชนในด้านความเชื่อจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้สามเณรมีประสบการณ์ด้านชีวิตหมู่คณะเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

            5.การอบรมด้านคุณค่าทางวัฒนธรรม (Cultural) เป็นการอบรมสามเณรให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของตนเองโดยมีการส่งเสริมถึงรากเหง้าของวัฒนธรรม และเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปสู่รากเหง้าของวัฒนธรรมของตน (Inculturation)

            6.การอบรมด้านการอภิบาลและแพร่ธรรม (Pastoral and Mission) เป็นการอบรมสามเณรให้เป็นผู้มีจิตตารมณ์แห่งความรักของผู้อภิบาล เป็นผู้ที่มีหัวใจในงานอภิบาล (Pastoral Charity) การเป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระเจ้าด้วยการเป็นประจักษ์พยานชีวิต โดยการให้สามเณรได้สัมผัสและทำงานกับกลุ่มคริสตชนและพี่น้องที่ไม่ใช่คริสตชน

            ในด้านของการศึกษาที่วิทยาลัยเหตุการณ์สำคัญในช่วงนี้คือ ในปี ค.ศ.2000ทบวงมหาวิทยาอนุมัติให้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนในสาขาคริสตศาสนธรรม เพื่อผลิตบุคลากรในการสอนคำสอน เรียกว่า “หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาคริสตศาสนศึกษา”... ต่อมา วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.2002ทบวงมหาวิทยาลัย ได้รับรองมาตรฐานการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว

 

ทศวรรษที่สี่ บ้านแสงธรรม(ค.ศ.2002-2012)

สมัยคุณพ่อสมพร อุปพงษ์ เป็นอธิการ ค.ศ.2000-2007

สมัยคุณพ่ออดิศักดิ์ พรงาม เป็นอธิการ ค.ศ.2007-ปัจจุบัน

          ระบบการอบรมศึกษาคล้ายคลึงกับสมัยก่อนหน้านั้น การอบรมที่เน้นมิติต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 4 มิติ คือมิติด้านความเป็นมนุษย์ ที่เน้นความเป็นผู้ใหญ่ การตัดสินใจถูกต้อง มิติด้านสติปัญญาการเรียกร้องเพื่อเป็นพระสงฆ์ในโลกปัจจุบันที่ต้องต่อทันโลก ทันต่อสถานการณ์ ทันต่อสังคม มิติด้านชีวิตฝ่ายจิต เป็นมิติที่มีความสำคัญ และเป็นข้อเรียกร้องสำหรับปัจจุบัน เพื่อจะสามารถตอบปัญหาด้านจริยธรรมและปัญหาด้านต่าง ๆ ของสังคมที่เปลี่ยนไปมิติงานอภิบาลและแพร่ธรรม เป็นเป้าหมายของการอบรมที่มุ่งสร้างเสริมคุณลักษณะต่าง ๆ ของตนเองเพื่อมุ่งไปยังงานอภิบาลและแพร่ธรรม เพื่อรัก เข้าใจ อยู่และเป็นหนึ่งเดียวกับประชากรของพระเจ้า

            ช่วงยุคนี้มีการปรับโครงการปีฝึกชีวิตผู้อภิบาล(Pastoral year) ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยสามเณราลัยร่วมมือกับคณะธรรมทูตไทย จัดให้สามเณรที่อยู่ชั้นปีฝึกงานอภิบาล (เมื่อจบปรัชญาปีที่ 4แล้ว) ได้รับการปลูกฝังจิตตารมณ์และชีวิตธรรมทูต ตั้งแต่ปีการอบรมศึกษา 2009 เป็นต้นมา มีการส่งสามเณรออกไปสัมผัสและฝึกงานในเขตที่คณะธรรมทูตไทยทำงานอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เช่น กัมพูชา และลาว

            ในปีพระสงฆ์ ปี ค.ศ. 2009 (Year of Priest)สามเณราลัยได้จัดให้มีการฟื้นฟูชีวิตของสามเณร ด้วยการจัดสัมนาภายในเป็นการฟื้นฟูชีวิตและพันธกิจการอบรมเพื่อเป็นพระสงฆ์ ดังนั้น ระหว่างปี 2009-2012การอบรมในแต่ละปีจะมีการเน้นย้ำทำความเข้าใจ นำเสนอด้วยเอกสาร ทำกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกบ้านแสงธรรม ตระหนักและมีส่วนในในการอบรมตนเองเพื่อเป็นสงฆ์แบบพระคริสตเจ้า หรือเป็น Alter Christusโดยสะท้อนหน้าที่หลักทั้งสามประการของพระสงฆ์คือ1.การเป็นประกาศกแท้ (True Prophet) 2.การเป็นนายชุมพาบาลที่ดี (Good Pastor) 3.การเป็นพระสงฆ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Priest)

 

บทสรุป...

          การศึกษาเรื่องราวอันเป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของสถาบันแสงธรรม เป็นสิ่งที่ยังศึกษาได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะมีเอกสารที่บันทึกเรื่องเด่น ๆ ในแต่ละวันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบ้านเณร ซึ่งในอนาคตคงจะมีผู้ที่ศึกษาเพิ่มเติม ... ความสำคัญแห่งเรื่องราวในอดีต ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวในปัจจุบันเรื่องราวในอดีตทำให้เรา “รัก” ผู้คนในปัจจุบัน และ “รัก” สถาบันแสงธรรมของเรา ...เพราะเรื่องราวในวันนี้ มีที่มาสืบเนื่องจากเรื่องราวเก่าก่อนในวันวานซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้มองเห็นวิสัยทัศน์ในอนาคต

 

... เรื่องราวในอดีตจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเพื่อ “ขอบคุณ” สำหรับพระพรแห่งความรักของพระเจ้า

ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่ผ่านมายังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งบ้านเณร ..

ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ร่วมในการเดินทางของบ้านเณรใหญ่ ที่ผ่านมาถึงวันนี้สี่สิบปี

ขอบคุณบรรดาผู้ให้การอบรม ทั้งอดีตและปัจจุบันในน้ำใจดีที่มีต่อบรรดาสามเณรทุกรุ่น ...

ที่สุดแล้วก็เป็นโอกาสดีจริง ๆ ที่เราจะคิดถึงกันและกัน

เพราะพวกเราทุกคนต่างมีส่วนในบ้านเณรแห่งนี้ บ้านสำหรับพระศาสนจักรประเทศไทย



[1]สามเณรใหญ่ สังกัดสังฆมณฑลนครสวรรค์ ชั้นปีที่ 6/2012

[2]รายงานประจำปีมิสซังสยาม และมิสซังกรุงเทพฯ ถึงศูนย์มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสเล่ม 4 ตั้งแต่ ค.ศ. 1964-1982,แปลโดย บาทหลวงวิกตอร์ ลาเก, หน้า 392. (เอกสารตีพิมพ์ไม่เผยแพร่)

[3]เทียบ สมณกฤษฏีกาเรื่องการอบรมเพื่อเป็นพระสงฆ์ ข้อที่ 1และ7

[4]รายงานประจำปีมิสซังสยาม และมิสซังกรุงเทพฯ ถึงศูนย์มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสเล่ม 4 ตั้งแต่ ค.ศ.1964-1982,แปลโดย บาทหลวงวิกตอร์ ลาเก, หน้า402-403.(เอกสารตีพิมพ์ไม่เผยแพร่)

[5]ห้องเอกสารสามเณราลัยใหญ่แสงธรรม เอกสารตามสมัยอธิการ พระสังฆราชยอแซฟบรรจง อารีพรรค แฟ้ม 1 เลขที่ 1“การประชุมจัดตั้งสามเณราลัยใหญ่ครั้งที่ 1 ปี ค.ศ.1970”

[6]แถลงการณ์สภาพระสังฆราชฯ ..อุดมสาร ฉบับที่ 3 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1972, หน้า 6-7

[7] ประมวลจากอุดมสาร ปี ค.ศ.1972

[8]อนุทิน สามเณราลัยใหญ่แสงธรรม เล่มที่ 1 ปี ค.ศ.1972-1980, หน้า 8.

[9]บทความ“อธิการใหม่ แสงธรรม”สัมภาษณ์คุณพ่อวงศ์สวัสดิ์ แก้วเสนีย์,อุดมสารปีที่ 66 ฉบับที่ 4 เมษายน ค.ศ.1986

ค้นหา

บทภาวนา 50 ปีบ้านเณรฯ

บทภาวนาเพื่อขอบพระคุณและขอพรพระเจ้า เพื่อการก้าวสู่สุวรรณสมโภช (ค.ศ.2022) บ้านเณรแสงธรรม

E-Book 40 ปีบ้านเณรฯ

 

40 ปีสามเณราลัยแสงธรรม

 

วิทยาลัยแสงธรรม
คณะอนุกรรมการดนตรีศักดิ์สิทธิ์ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม

สถิติการเยี่ยมชม

0095030
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
112
83
516
2162
2875
95030
Your IP: 34.226.208.185
2019-02-21 21:25

Who 's Online

มี 20 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์